วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

10 วิธีการขอคืนดีกับแฟนเก่า พร้อมโอกาสสมหวังมา

           สำหรับคนที่อยากจะกลับไปคืนดีกับแฟนเก่า สิ่งแรกที่พวกคุณควรทำความเข้าใจให้ได้ก่อน คือ สาเหตุที่ทำให้เขาจากไป และคุณผลักไสเขาออกไปจากชีวิตอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นการเตือนตัวเองไม่ให้ทำผิดแบบเดิมอีก พร้อมทั้งนำ 10 วิธีเหล่านี้ไปปรับใช้ด้วย แล้วการขอคืนดีกับแฟนเก่าก็จะง่ายพร้อมทั้งมีโอกาสสมหวังมากขึ้น

 1. ติดต่อหากันแบบพอดี

           คนต้องการจะขอคืนดีกับแฟนเก่าเหลายคนคงรู้สึกว่าอยากจะคุยกับเขาให้รู้เรื่อง และคิดว่าการพูดคุยบ่อย ๆ น่าจะทำให้เขายอมรับความรักของคุณมากกว่า ซึ่งการกระทำนี้อาจได้ผลกับบางคน แต่สำหรับบางคนแล้วมันเป็นการกระทำที่สร้างความลำบากใจให้กับเขามากกว่า คงจะดีกว่าหากโทรศัพท์หรือส่งความถึงเขาในระดับที่พอดีไม่มากเกินไปจนกลายเป็นปัญหา

 2. รบกวนคนใกล้ชิดให้น้อยที่สุด

           จริงอยู่ที่ครอบครัวและเพื่อน ๆ เขาอาจช่วยให้พวกคุณกลับมาคืนดีกันได้อีกครั้ง แต่ทว่าการตามติดทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเขา มันก็เป็นการกระทำที่ไม่ค่อยเหมาะสมนัก อีกทั้งอาจเป็นการรบกวนพวกเขาด้วย ฉะนั้นในระหว่างที่พวกคุณยังไม่คืนดีกัน ควรจะติดตามข่าวคราวของเขาอยู่ห่าง ๆ ดีกว่า และยุ่งเกี่ยวกับคนรอบตัวเขาให้น้อยที่สุด อย่างน้อยเขาก็จะได้ถามใจตัวเองด้วยว่ายังต้องการคุณอยู่อีกหรือไม่

 3. ใช้เสน่ห์ดึงดูดความสนใจ

           หากคุณยังจดจำได้ว่าสิ่งใดในตัวคุณที่ทำให้แฟนเก่าตกหลุมรัก ก็ให้ใช้จุดนี้ดึงดูดความสนใจของเขากลับมาอีกครั้ง แต่ถ้าหากไม่สามารถตอบตัวเองได้ให้ลองถามจากคนรอบข้าง เช่น คนในครอบครัว หรือเพื่อน ๆ ของคุณดู แล้วดึงเสน่ห์ในจุดนั้นออกมาให้เขาเห็น มันก็จะทำให้โอกาสที่คุณจะสมหวังในความรักมีมากขึ้นกว่าเดิม

 4. หาต้นเหตุที่ทำให้ความรักมีปัญหาให้เจอ

           บางครั้งคนเราก็ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจมากจนเกินไป ดังนั้นก็อาจทำให้ตัดสินใจพลาดไปบ้าง ในกรณีการขอคืนดีกับแฟนเก่าก็เช่นกัน ที่เขายังไม่ใจอ่อนก็อาจเป็นเพราะเขาเห็นปัญหาบางอย่างที่คุณมองข้ามไป คงจะดีกว่าหากคุณลิสต์ข้อดีและข้อเสียของความสัมพันธ์ออกมา แล้วถามกับตัวเองว่ามีปัญหาใดบ้างที่เป็นสาเหตุทำให้คุณกับเขาต้องเลิกรากัน และคุณจะรับมือกับมันได้หรือไม่หากเขาขอให้คุณเปลี่ยนแปลง

 5. ให้เวลาเขาสำหรับการทำใจ

           แม้การเลิกราจะสร้างความเจ็บปวดและยากที่เอาชนะมันได้ง่าย ๆ แต่อย่างไรก็ตามคุณก็ควรจะเข้าใจด้วยว่า มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ได้ฝังอยู่ความคิดตลอดไป เพราะเวลาจะช่วยทำให้มันค่อย ๆ หายไปเอง อีกทั้งมีหลายคู่รักมากมายที่สามารถกลับมาคืนดีกันได้ในที่สุด ฉะนั้นถึงแม้ตอนนี้เขาจะยังปฏิเสธคุณ แต่ถ้าคุณให้เวลาเขาอีกสักหน่อยเชื่อว่าเขาจะต้องยอมใจอ่อนอย่างแน่นอน

 6. ให้พื้นที่ว่างสำหรับการขบคิด

           ถึงแม้ความตั้งใจของคุณ คือ การขอคืนดีกับแฟนเก่า แต่อย่างไรก็ตามควรจะมีพื้นที่ให้กับตัวเอง และเว้นที่ว่างให้เขาได้คิดใคร่ครวญบ้าง โดยไม่ทำตัวติดเขาหรือตามตื้อจนมาเกินไป อีกทั้งหากก่อนหน้านี้พวกคุณเลิกกันแบบไม่ดี การทำเช่นนี้ก็ทำให้เขาตีตัวออกห่างจากคุณมากขึ้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่าโอกาสที่จะสมหวังก็น้อยตามลงไปด้วย

 7. แสดงสิ่งที่คุณปรับปรุงให้เขาเห็น

           การปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น หรือตรงกับความต้องการของแฟนเก่า พร้อมทั้งแสดงมันออกมาให้เขาเห็น ไม่ได้ช่วยเพิ่มคุณค่าของตัวเองเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้ทั้งเขาและคุณมีความสุขกับความรักในระยะยาวด้วย แต่อย่างไรก็ตามการปรับปรุงตัวเองนั้นควรจะดูความเหมาะสมด้วยและคงจะดีกว่าหากปรับข้อเสียให้เป็นข้อดี ในขณะที่ยังคงความเป็นตัวเองเอาไว้ได้

          การจะทำอะไรสักอย่างควรจะต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก และการขอคืนดีกับแฟนเก่าก็เช่นเดียวกัน คงจะดีกว่าหากคุณคิดไตร่ตรองถึงสิ่งที่เป็นปัญหา และวางแผนเอาไว้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งนำวิธีที่นำมาฝากกันในวันนี้ไปปรับใช้ด้วย
10 วิธีการขอคืนดีกับแฟนเก่า พร้อมโอกาสสมหวังมากขึ้น

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

           สำหรับคนที่อยากจะกลับไปคืนดีกับแฟนเก่า สิ่งแรกที่พวกคุณควรทำความเข้าใจให้ได้ก่อน คือ สาเหตุที่ทำให้เขาจากไป และคุณผลักไสเขาออกไปจากชีวิตอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นการเตือนตัวเองไม่ให้ทำผิดแบบเดิมอีก พร้อมทั้งนำ 10 วิธีเหล่านี้ไปปรับใช้ด้วย แล้วการขอคืนดีกับแฟนเก่าก็จะง่ายพร้อมทั้งมีโอกาสสมหวังมากขึ้น

 1. ติดต่อหากันแบบพอดี

           คนต้องการจะขอคืนดีกับแฟนเก่าเหลายคนคงรู้สึกว่าอยากจะคุยกับเขาให้รู้เรื่อง และคิดว่าการพูดคุยบ่อย ๆ น่าจะทำให้เขายอมรับความรักของคุณมากกว่า ซึ่งการกระทำนี้อาจได้ผลกับบางคน แต่สำหรับบางคนแล้วมันเป็นการกระทำที่สร้างความลำบากใจให้กับเขามากกว่า คงจะดีกว่าหากโทรศัพท์หรือส่งความถึงเขาในระดับที่พอดีไม่มากเกินไปจนกลายเป็นปัญหา

 2. รบกวนคนใกล้ชิดให้น้อยที่สุด

           จริงอยู่ที่ครอบครัวและเพื่อน ๆ เขาอาจช่วยให้พวกคุณกลับมาคืนดีกันได้อีกครั้ง แต่ทว่าการตามติดทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเขา มันก็เป็นการกระทำที่ไม่ค่อยเหมาะสมนัก อีกทั้งอาจเป็นการรบกวนพวกเขาด้วย ฉะนั้นในระหว่างที่พวกคุณยังไม่คืนดีกัน ควรจะติดตามข่าวคราวของเขาอยู่ห่าง ๆ ดีกว่า และยุ่งเกี่ยวกับคนรอบตัวเขาให้น้อยที่สุด อย่างน้อยเขาก็จะได้ถามใจตัวเองด้วยว่ายังต้องการคุณอยู่อีกหรือไม่

 3. ใช้เสน่ห์ดึงดูดความสนใจ

           หากคุณยังจดจำได้ว่าสิ่งใดในตัวคุณที่ทำให้แฟนเก่าตกหลุมรัก ก็ให้ใช้จุดนี้ดึงดูดความสนใจของเขากลับมาอีกครั้ง แต่ถ้าหากไม่สามารถตอบตัวเองได้ให้ลองถามจากคนรอบข้าง เช่น คนในครอบครัว หรือเพื่อน ๆ ของคุณดู แล้วดึงเสน่ห์ในจุดนั้นออกมาให้เขาเห็น มันก็จะทำให้โอกาสที่คุณจะสมหวังในความรักมีมากขึ้นกว่าเดิม

 4. หาต้นเหตุที่ทำให้ความรักมีปัญหาให้เจอ

           บางครั้งคนเราก็ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจมากจนเกินไป ดังนั้นก็อาจทำให้ตัดสินใจพลาดไปบ้าง ในกรณีการขอคืนดีกับแฟนเก่าก็เช่นกัน ที่เขายังไม่ใจอ่อนก็อาจเป็นเพราะเขาเห็นปัญหาบางอย่างที่คุณมองข้ามไป คงจะดีกว่าหากคุณลิสต์ข้อดีและข้อเสียของความสัมพันธ์ออกมา แล้วถามกับตัวเองว่ามีปัญหาใดบ้างที่เป็นสาเหตุทำให้คุณกับเขาต้องเลิกรากัน และคุณจะรับมือกับมันได้หรือไม่หากเขาขอให้คุณเปลี่ยนแปลง

 5. ให้เวลาเขาสำหรับการทำใจ

           แม้การเลิกราจะสร้างความเจ็บปวดและยากที่เอาชนะมันได้ง่าย ๆ แต่อย่างไรก็ตามคุณก็ควรจะเข้าใจด้วยว่า มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ได้ฝังอยู่ความคิดตลอดไป เพราะเวลาจะช่วยทำให้มันค่อย ๆ หายไปเอง อีกทั้งมีหลายคู่รักมากมายที่สามารถกลับมาคืนดีกันได้ในที่สุด ฉะนั้นถึงแม้ตอนนี้เขาจะยังปฏิเสธคุณ แต่ถ้าคุณให้เวลาเขาอีกสักหน่อยเชื่อว่าเขาจะต้องยอมใจอ่อนอย่างแน่นอน

 6. ให้พื้นที่ว่างสำหรับการขบคิด

           ถึงแม้ความตั้งใจของคุณ คือ การขอคืนดีกับแฟนเก่า แต่อย่างไรก็ตามควรจะมีพื้นที่ให้กับตัวเอง และเว้นที่ว่างให้เขาได้คิดใคร่ครวญบ้าง โดยไม่ทำตัวติดเขาหรือตามตื้อจนมาเกินไป อีกทั้งหากก่อนหน้านี้พวกคุณเลิกกันแบบไม่ดี การทำเช่นนี้ก็ทำให้เขาตีตัวออกห่างจากคุณมากขึ้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่าโอกาสที่จะสมหวังก็น้อยตามลงไปด้วย

 7. แสดงสิ่งที่คุณปรับปรุงให้เขาเห็น

           การปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น หรือตรงกับความต้องการของแฟนเก่า พร้อมทั้งแสดงมันออกมาให้เขาเห็น ไม่ได้ช่วยเพิ่มคุณค่าของตัวเองเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้ทั้งเขาและคุณมีความสุขกับความรักในระยะยาวด้วย แต่อย่างไรก็ตามการปรับปรุงตัวเองนั้นควรจะดูความเหมาะสมด้วยและคงจะดีกว่าหากปรับข้อเสียให้เป็นข้อดี ในขณะที่ยังคงความเป็นตัวเองเอาไว้ได้

          การจะทำอะไรสักอย่างควรจะต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก และการขอคืนดีกับแฟนเก่าก็เช่นเดียวกัน คงจะดีกว่าหากคุณคิดไตร่ตรองถึงสิ่งที่เป็นปัญหา และวางแผนเอาไว้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งนำวิธีที่นำมาฝากกันในวันนี้ไปปรับใช้ด้วย
โสดอย่างไรให้มีความสุข

          ผู้หญิงส่วนใหญ่มักเคยผ่านช่วงเวลาแห่งความรักทั้งดีและร้ายกันมาบางคนโชคดี เจอความรักที่สุขดังใจ มีเรื่องเศร้าไม่ใหญ่โต ทำให้ชีวิตรักก็ยังคงครบถ้วนสมบูรณ์จนถึงทุกวันนี้ หรือบางคนถึงเจอความรักที่ผิดหวัง แต่ก็ยังมีโอกาสได้เจอความรักที่ดีในเวลาเพียงไม่นาน แต่สำหรับบางคนหลังจากวันนั้น...จนถึงวันนี้ความรักยังไม่ผ่านเข้ามาในชีวิตอีกเลย จึงเป็นที่มาของคำว่า "โสด"

          สาว ๆ หลายคน "โสด" จากหลากหลายสาเหตุบ้างก็เคยอกหัก เพราะเจอความรักที่ย่ำแย่จนไม่กล้าที่จะรักใครอีกต่อให้มีคนเข้ามากี่คนก็ตาม หรือบางคนวิ่งตามหาความรัก หลับหูหลับตาจนลืมหันกลับมามองตัวเองว่าเพราะเหตุใดความรักจึงไม่เข้ามาหา หรือบางคนยินยอมกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปกับอัตราจำนวนผู้ชาย (แท้) ที่ยังเหลืออยู่ เทียบกับจำนวนผู้หญิงอย่างเราแล้วช่างน้อยนิดจนหมดหวัง เพราะอย่างนี้เองผู้หญิงบางคนรู้สึกเศร้ากับความโสดของตัวเอง รู้สึกอิจฉาคนรอบข้างเมื่อเห็นเขามีความรักที่สุขสดใส ทำให้การดำเนินชีวิตของสาวโสดเต็มไปด้วยความเหี่ยวแห้ง โรยรารอวันขึ้นคาน

          
ไม่ได้เด็ดขาด ! นะคะ สาว ๆ ต้องหันกลับมามั่นใจอีกครั้งกับความ "โสด" ของเรา ถึงโสด…ก็สุขได้ ถึงโสด…ก็สนุกสนานได้ ถึงจะโสด…ก็ไม่เห็นต้องเศร้าเลย เรามาดูข้อคิดของสาวโสดกันดีกว่าว่า "โสดอย่างไร…ไม่ให้เศร้า"

บทความ ความรัก

 1. รักและเห็นคุณค่าในตัวเองให้มาก
          เราจะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อเราเห็นคุณค่าของตัวเอง อดีตที่ผ่านมาใครจะเคยทำร้ายให้เราเจ็บช้ำน้ำใจแค่ไหน ใครจะทำให้เราต้องยอมเสียน้ำตาและลดคุณค่าในตัวเองมากเท่าไร ปล่อยให้มันผ่านไปแล้วกลับมาเริ่มต้นใหม่ เริ่มต้นที่จะมองคุณค่าในตัวเองรักตัวเองให้มาก มองเห็นตัวเองว่ามีความสามารถและสิ่งดีดีอะไรบ้าง เพื่อนำมันออกมาใช้ นำมันออกมาดำเนินชีวิตตัวเอง แล้วสักวันจะมีคนอื่นที่รักและเห็นคุณค่าในตัวคุณเองค่ะ

 2. มองโลกใบแง่บวกอยู่เสมอ

          มันก็จริงอยู่ที่สังคมสมัยนี้ถ้าจะให้เรามองโลกในแง่บวก เป็นผู้หญิงโลกสวยตลอดเวลามันก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะถูกหลอกและถูกทำร้ายได้อีก แต่อย่าไปคิดแบบนั้นเสมอนะคะ เพราะการมองโลกในแง่บวกไม่ได้หมายความว่าให้เราชะล่าใจในการทำความรู้จักหรือสนิทสนมกับใครสักคนหนึ่ง เรายังมีความระวังในสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้ แต่พยายามมองเห็นเรื่องต่าง ๆ ให้เป็นเรื่องดีเสียก่อน พยายามที่จะคิดดี เห็นดี ทำดี เพราะการคิดบวกมันส่งผลต่อจิตใจของเราเป็นอย่างมาก เมื่อจิตใจเราบวกเราก็จะมีความสุข ความสดใสก็จะเปล่งออกมาจากตัวเราโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ แล้วจะมีคนที่เห็นออร่าสาวคิดบวกและอารมณ์ดีของคุณในไม่ช้าค่ะ

 3. สร้างเป้าหมายของชีวิต

          ไม่ได้หมายความว่าเป้าหมายนั้น คือ ความรักนะคะ สร้างเป้าหมายที่จะทำให้ชีวิตเรามีความสุขสบาย เราทำงาน ธุรกิจ หรือประกอบอาชีพอะไร อยากทำอะไร ก็นำเวลาที่เรามีมาสร้างเป้าหมายในชีวิต ว่าในอนาคตจะต้องมีสิ่งใดเกิดขึ้นในชีวิตบ้าง แล้วเราจะมีความสุขเมื่อเราประสบความสำเร็จกับเรื่องอะไรบ้าง...เพราะการสร้างเป้าหมายจะไม่ทำให้เราเสียเวลาไม่หมกหมุ่นอยู่กับการวิ่งความหาความรัก ที่คุณก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามันจะมาหาคุณเมื่อไหร่

 4. ปลดปล่อยความเหงาอย่างสร้างสรรค์ หาความสุขใส่ตัวเอง

          เวลาที่เราอยู่คนเดียวนั้น ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เราจะสามารถตามใจตัวเองได้อย่างไม่ต้องแคร์ใคร แต่ต้องเป็นในทางสร้างสรรค์ที่ไม่ทำร้ายคนอื่นและตัวเองด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการออกไปเดินเล่น, ไปเที่ยว, ดูหนัง, ฟังเพลง, อ่านหนังสือ, ช้อปปิ้ง, ซื้อของที่ชอบ, ทำงานฝีมือ, ประดิดประดอย, เย็บปักถักร้อย, ไปนวด เข้าสปา, ดูแลความสวยความงาม, ทำผม, ทำเล็บ, ไปออกกำลังกาย, เข้าฟิตเนสเพื่อสุขภาพ หรือปาร์ตี้เล็ก ๆ น้อย ๆ กับเพื่อนฝูง สังสรรค์ตามโอกาสต่าง ๆ โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตใครหรือรายงานใครเหมือนสมัยยังไม่โสด แต่ก็ไม่สังสรรค์มากเกินไปจนถึงกับเสียการเสียงานและเสียสุขภาพนะคะ

 5. หมั่นเข้าหาทางธรรม

          ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะโสดหรือว่าไม่โสดก็ตาม "ธรรมมะ" เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะสามารถยึดเหนี่ยวจิตใจของเราได้ ทำให้เราได้คิดดี พูดดี ทำดี หมั่นทำจิตใจให้สงบ ฝึกนั่งสมาธิ ถือศีล 5 ถึงเป็นคนโสด คนไร้คู่คิด ก็อยู่อย่างมีความสุขได้ ขอให้มั่นใจในตนเองว่าเรามีงานทำ พึ่งตนเองได้ มีการศึกษา มีเพื่อน มีครอบครัวที่รักเราและเรารัก ไม่ต้องแสวงหาเพื่อรอความรักแบบชู้สาวมองโลกในแง่บวก มอบสิ่งดี ๆ ให้แก่ผู้อื่น เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้ไม่ใช่ผู้ที่รอรับ ก็สามารถทำให้ชีวิตโสดได้มีความสุขแล้วค่ะ

 6. ไม่ปิดกั้นตัวเอง

          ถึงแม้ว่าการเป็นโสดจะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเราเป็นโสดมานานก็อย่าปล่อยให้กลายเป็นคนที่ปิดกั้นตัวเองจากโลก ภายนอก เพราะความเคยชินที่อยู่กับตัวเองตลอดเวลา ในสถานะ "โสด" อย่างที่กำลังเป็นอยู่ขณะนี้ หาโอกาสรู้จักกับเพื่อนใหม่ ๆ สานสัมพันธ์กับกลุ่มคนที่ "ใช่" ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น เพื่อชดเชยโอกาสที่เสียไปกับการอยู่คนเดียว เพียงเราเปิดใจให้กว้างเราก็จะกลายเป็นคนโสดที่มีเพื่อนมาก น่าคบหา มีเสน่ห์น่าสนใจมากขึ้นค่ะ

 7. ครอบครัวคือสิ่งที่ดีที่สุด

          ไม่ว่าคุณจะผ่านเรื่องร้ายมาสักแค่ไหน ตั้งแต่เรื่องเรียน เรื่องเพื่อนฝูง เรื่องการงาน และเรื่องความรัก ที่เดียวที่จะคอยอ้าแขนรับคุณเข้ามากอดอย่างอบอุ่น ก็คือ "ครอบครัว" พ่อแม่พี่น้องที่คอยดูคุณอยู่เสมอ คอยห่วงใยไม่ว่าคุณไปพบเจออะไรมา คอยให้คำปรึกษา รักและเห็นคุณค่าในตัวคุณอย่างไม่มีเงื่อนไขใด ๆ พ่อแม่ที่รักคุณยิ่งกว่าชีวิต และเจ็บกว่าคุณเป็นร้อยเท่าเมื่อเห็นคุณเศร้าเสียใจ เพราะฉะนั้นเราควรมองเห็นความหวังดีของคนในครอบครัว เรื่องอะไรที่ทำให้คุณเศร้าเสียใจก็ปล่อยผ่านไปโสดได้ ก็ไม่เห็นต้องเศร้าในเมื่อเรามีครอบครัวที่รักเรามากขนาดนี้

 8. มีจุดยืนในความโสด

          คงจะช้ำใจไม่น้อยหากมีใครมาพูดถึงเรื่องความโสดของคุณ "จะแต่งงานมีแฟนเมื่อไหร่" "เลือกมากเดี๋ยวขึ้นคาน" สารพัดคำพูดที่ฟังแล้วบั่นทอนจิตใจ สะบัดบ็อบใส่ อย่าได้แคร์ว่าใครจะว่าอย่างไร เรามีจุดยืนในตัวเองมีความเชื่อมั่นว่าเราจะได้พบเจอคนที่ดีจริง ๆ ดีกว่ารีบคว้าใครมาเป็นแฟน เพียงแค่ไม่อยากฟังเสียงคนนินทาจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในความโสดค่ะ

          ความรักจะเป็นเรื่องสำคัญ เป็นแรงกำลังใจผลักดันให้ชีวิตมีความสุขที่จะเผื่อแผ่ความรักให้คนรอบข้าง แต่ที่สิ่งสำคัญที่สุด คือ การรักตัวเองให้เป็นเสียก่อน ดังนั้นคนโสดทั้งหลายจงใช้ชีวิตโสดให้ไม่เศร้า หันมาใช้ชีวิตโสดให้มีความสุขกันดีกว่าค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557



















สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ความรัก"
แปลกใจไหมค่ะ ที่ทำไม ความรักถึงได้เป็น "สิ่งมีชีวิต" เพราะสำหรับฉันแล้ว ความรักเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ เจริญเติบโตได้--- แต่อาจจะต่างไปจากร่างกายของเรา ที่ยิ่งแก่ ก็ยิ่งเสื่อม แต่ความรัก ยิ่งนานวัน ก็ยิ่งกลายเป็นความผูกพัน พันผูกจนเรารู้สึกว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราค่ะ

ความรัก นี่ถ้าจะพูดไปแล้วถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างนึงก็ว่าได้นะ เพราะบางครั้งเราก็แทบจะสังเกตไม่ได้เลยว่า มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง และเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ --- แต่ดูเหมือนเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว ดูมัน"ยิ่งใหญ่ อลังการ" อย่างมาก --- สำหรับคนที่มีความรัก โดยเฉพาะในวัยหนุ่มสาว

เริ่มรัก --- ความรู้สึกที่มีความสุข ที่เค้าชอบเปรียบกันว่า "น้ำผึ้ง" นี่อะนะ มันฉาบอยู่ในความรู้สึก
เพราะถึงคุณจะพูดว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์" -- ไม่เห็นอยากมีความรักเลย ต้องมานั่งแคร์ นั่งเฝ้ารอ ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง ไม่อิสระ ต้องมานั่งทะเลาะกัน ---โอ๊ย ข้อเสียเป็นร้อยข้อ (นิตยสารที่แปลมาจากฝรั่งบางเล่ม แอบเขียนข้อเสียของความรักเป็นร้อยข้อ)
แต่คุณรู้มั้ย คำคำเดียวสั้น ๆ ที่ทำให้คุณแคร์ คุณนั่งเฝ้ารอ คุณเป็นห่วงเป็นใย คุณไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะคุณก็รู้อยู่ว่า เบื้องหลังของอาการทุกอย่างคือ "ความสุขใจ" -- เป็นความสุข แบบโลกส่วนตัว --ที่ใครมาขโมยความสุขอันนี้ของคุณไปไม่ได้

คุณรู้มั้ย "ความสุขใจ" ที่ได้รัก นี่เป็นความละเอียดอ่อนของจิตใจจริง ๆ ก็เพราะมันเป็นความละเอียดอ่อนนี่แหละ มันถึงต้องใช้ความอ่อนไหวของใจคุณสัมผัส
----ถ้าใครคนนึงแค่ "ต้องการมีแฟน" ไว้เพื่อ "แก้เหงา" "ฆ่าเวลา" "ตามกระแส" หรือ "ไว้อวดเพื่อน" คุณยังไปไม่ถึงสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ความรัก" หรอกค่ะ --- เพราะสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ความรัก" จะเกิดก็เพราะ "รัก" พูดง่าย ๆ "รัก เพราะ รัก" ไม่ใช่ "รักเพื่อหวังผลอื่นหรอกค่ะ"
โลกส่วนตัวที่ระบายท้องฟ้าด้วยสีชมพู กำลังจะเริ่มต้นแล้วค่ะ
เมื่อมีอะไรสักอย่างหนึ่ง (ก็คงเป็นความสวย ความน่ารัก ความมีเสน่ห์ของคุณ-- ซึ่งอันนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคนที่ลอกเลียนกันไม่ได้นะคะ ขอเตือน)
ไปเข้าตาของหนุ่มน้อยคนนึง (ถึงหนุ่มน้อย แต่ตัวอาจใหญ่ได้) คุณเอ๊ย ถ้าเค้าไม่ใช่คนขี้กลัว (ภาษาวัยรุ่นเค้าเรียกว่า "ขี้ป๊อด") อีกไม่นานเกินรอ เค้าจะต้องหาทางเข้ามาหาคุณ ยิ่งเป็นวัยรุ่นด้วยแล้ว (และถ้าคุณมีเสน่ห์ ชนิดหนุ่มน้อยคนนั้นคลั่ง) อาจจะเร็วชนิดคุณต้องร้องเพลง "ขอเวลาตั้งตัว" เลยทีเดียว
ความรักของหนุ่มน้อยคนนั้นเกิดขึ้นแล้วค่ะ เค้าเริ่มระบายโลกส่วนตัวของเค้าด้วยสีชมพู ในโลกของเค้ามีเค้า (ซึ่งตัวเค้าเองมักจะคิดว่า เค้าหล่อ--- อันนี้คือ เค้าต้องเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน---แหม ก็อันนี้โลกส่วนตัวของผมนี่ครับ คนอื่นไม่เกี่ยว) แล้วก็มีคุณ (ที่เค้ามองเป็น "นางฟ้า"ของเค้า) คุณต้องจำไว้ว่าเค้าต้องมองเห็น "เสน่ห์" อะไรสักอย่างหรือหลายอย่างในตัวคุณ เป็นต้นว่า
- - - คุณสวย สวยจนเค้าไม่อยากละสายตา (เน่าไหมเนี่ย --แต่ถึงเน่า แต่แหม! มันก็มีความจริงแฝงนะจ๊ะ)
- - - คุณน่ารัก ยิ้มเก่ง มองโลกแง่ดี
- - - คุณดูน่ารัก ถึงจะหยิ่ง แต่ก็ท้าทาย
- - - คุณดูเด๋อด๋า แต่ธรรมชาติเป็นที่สุด
- - - คุณขี้อาย แต่เวลาขี้อายหรือเขิน นี่อะนะ อย่าให้พูด ภาษาวัยรุ่นเรียกกันว่า "น่ารักโคตร"
- - - คุณดูเรียบมาก แต่เวลาพูดทุกครั้ง คุณดูอบอุ่น ดูน่าใกล้ชิด น่าหลงใหล
- - - คุณดูเท่ มีมาดผู้นำ อย่างนี้ท้าทาย (หนุ่มน้อยคนนั้นคงคิด "ให้มันรู้ว่าต่อไป ใครจะนำใคร---ใครกันแน่ ที่แน่กว่า)
- - - คุณดูน่าทะนุถนอม แววตาคุณดูสดใส เสียจริง


ขอยกตัวอย่างแค่นี้ก่อนนะ เพราะถ้าขืนมากกว่านี้ อาจจะตรงกับบางคน จนต้องร้องว่า "พับผ่าซิ ทำไมเอาเรื่องของฉันไปเขียนได้หมด หรือว่าแอบจ้างสายลับสอดแนมเรื่องของฉัน)
ถึงตอนนี้ คุณเป็นผู้กำ "ไพ่" ที่เหนือกว่าหนุ่มน้อยคนนั้นนะคะ เพราะเชื่อเหลือเกินว่าเค้าจะต้องพยายามเข้ามาหาคุณ ทีละนิดละนิด เพื่อประชิดตัวคุณ จนคุณยากที่จะหนีหนุ่มน้อยคนนี้ไปได้

เค้าจะเริ่มสนใจเรื่องของคุณ เค้าจะแอบไปถามเรื่องของคุณจากคนใกล้ชิด เช่น เพื่อนของคุณ (แต่ถ้าเค้า "ไม่ฉลาด" แบบไม่น่าเชื่อ อาจจะไปถามจาก "พ่อของคุณ" แต่พระเจ้า--ถ้าทำอย่างงั้นนะ แทบไม่ต้องถามเลยว่า "อ่อนต่อโลก" ขนาดไหน -- เอ๊ะ หรือว่า เค้ามี "มุข"ใหม่ที่เราคาดไม่ถึง "เข้าทางพ่อ" ช่างเป็นวิธีการที่เหลือเชื่อเกินกว่า "วัยรุ่น" จะทำได้")
อีกสักพักเถอะคุณเอ๋ย คราวนี้เค้าก็ต้องหาทางที่จะใกล้ชิดกับคุณ วิธีเริ่มต้นที่ฮิตที่สุดคือขอเบอร์--เพื่อคุยโทรศัพท์กัน

คุณรู้มั้ยความสุขจากได้การได้เบอร์มานี่ขนาดไหน พระเจ้า ! OH MY GOD
แล้วยิ่งตอนคุยกันครั้งแรก สมองแทบหยุดทำงาน ---จริงหรือนี่ ผมได้คุยกะเธอแล้ว (คืนนี้ ผมจะนอนฝันหวานทั้งคืน)

หลังจากที่สร้างความคุ้นเคยกันแล้ว หนุ่มน้อยคนนั้นก็เริ่มรู้ว่า "ความหวังบังเกิด" --ก็เพราะเจ้าหล่อนรับสายเค้า คุยกับเค้า

เค้าเริ่มเรียนรู้แล้วว่า หนึ่งในความสุขในชีวิตของเค้าคือการได้มีใครคนนึงที่เค้ารักและห่วงใย

ตอนนี้เองที่ตัวคุณ อาจจะเริ่ม ๆ มีโลกสีชมพูแล้ว (อย่าบอกนะ --- "ชั้นชมพูมาตั้งแต่เค้ามาขอเบอร์แล้ว ---เพราะบังเอิ๊น ให้ตายซิ ชอบเค้ามานาน แต่ไม่กล้าบอก--เพราะดิฉันยึดหลักของ "ดา โอเกะ" --อยากเกิดเป็นผู้ชาย--จะบอกรักใครก็ได้---ที่เหลือหาฟังจากเพลงน้องดาได้ตามสบายนะจ๊ะ)

ถ้าคุณกับเค้าคิดตรงกัน โลกทั้งใบให้นายสองคน คุณกับเค้ามีโลกชมพูใบเดียวกันแล้วหล่ะค่ะ คราวนี้คุณกับเค้าคงต้องสานสัมพันธ์กันต่อ แต่ดูเหมือนมีสิ่งนึงที่ผู้หญิงแทบทุกคนวิตกกันเหลือเกิน
"แล้วที่เค้าดีกับเรานี่ เค้ารักหรือเปล่านะ เพราะเห็นเค้าดีกับเรามาตลอด แต่ทำไมนะ ทำไม ไม่เคยบอกรักเราเลย"
คุณรู้มั้ย ไม่ใช่มีแต่คุณที่เจอปัญหานี้ ผู้หญิงหลาย ๆ คนก็เจอปัญหานี้ เพราะไปเจอผู้ชาย (ซึ่งจำนวนมหาศาลมาก) มักจะชอบ"บอกรัก" ด้วยการ "กระทำ" เช่น แคร์ ห่วงใย ไปหาคุณ โทรหาคุณ - - - - -แต่ไม่เคยบอกด้วยคำพูดว่า "รัก"
นี่แหละปัญหาที่ทำให้ผู้หญิงหลายคน มีคำถาม "ทำไม คำเดียวพูดไม่ได้เหรอ"
คำคำเดียว "ใช่" แต่คุณรู้มั้ย ถึงจะเป็นคำคำเดียว แต่สำหรับบางคน ถ้าพูดออกมาแบบไม่คิดอะนะ "ง่ายมาก" แค่ออกเสียงธรรมดา "รัก" ก็เรียบร้อยแล้ว
แต่ถ้าให้พูดจากส่วนลึกของใจ ที่หลายคน(โดยเฉพาะกับคนขี้อาย หรือคนที่รู้สึกว่าคำนี้มี"ค่า"มากเหลือเกิน) ซ่อนเอาไว้ -----มัน"เขิน" นะ มัน"แปลก ๆ"ไงก็ไม่รู้ที่จะให้พูด ทั้งที่จริง ๆ คิดและรู้ตลอดเวลา

แต่ยังไง คุณผู้หญิง ฉันแนะนำว่ายังไง เราก็ต้องเคลียร์กับเค้าว่าคิดตรงกันอะเปล่านะ ไม่ใช่เราคิดว่า "แหม เค้ารักเราเหลือเกิน หลงเราสุดสุด"
----ปรากฏมาพบตอนหลังว่า "ปัดโธ่ เห็นเราเป็นแค่เพื่อน เกิร์ลเฟนด์ (เศร้าเลยหว่ะ ฝันสลายกลางใจวัยรุ่น)"
ถ้าแน่ใจว่าเค้ากับเราคิดตรงกัน คราวนี้ทั้งสองฝ่ายก็จะต้องช่วยกันสร้างโลกสีชมพูให้เจริญงอกงามต่อไป ---แต่ อย่านึกว่าง่ายนะ
ก็เรากับเค้านี่ จะบ้าตาย ทะเลาะกันแบบคนสามวันดีสี่วันไข้
คุณเองก็ขี้งอนเหลือเกิน (อันนี้รวมพลคนขี้งอนทุกประเภท ทั้งขี้งอนแบบแสดงออกโจ่งแจ้ง กับขี้งอนแต่ฟอร์มว่า "เปล่านี่ ฉันไม่เห็นเป็นไรเลย"แต่ใจอย่างงี้สั่นทุกครั่งที่พูดว่า "เปล่า")


ส่วนเค้าก็ช่างไม่เข้าใจอะไรเราเลย เป็นต้นว่า
--- บ้าเกมส์อยู่ได้ (น่าจะ "บ้าเรา" มากกว่า)
---ติดเพื่อนเหลือเกิน (เธอจะเป็นแฟนกะใครกันแน่ "ฉัน" หรือ"เพื่อนของเธอ"
---ไม่เห็นหึงบ้างเลย อุตส่าห์ยั่วให้หึงแล้วนะ (ตายด้านจริงจริง)
---ชอบชมผู้หญิงอื่น (แล้วฉันหล่ะ --ไม่แพ้คนอื่นนะ--หึ่ม)
---นัดไม่เป็นนัด (ฉันอุตส่าห์บอกเพื่อนว่าไม่ว่าง เพื่อรอเธอ แต่เธอกลับบอกว่ามาไม่ได้)
---ทำไมเมื่อคืน ไม่โทรมา ไปไหน ไม่โทรมารายงานตัวตั้ง 1 คืน (เป็นคนอื่นฉันหลับไปแล้ว นี่เป็นเธอ ฉันอุตส่าห์นั่งรอโทรศัพท์ แต่เธอนะเธอ)
---หัดพกรูปฉันติดกระเป๋าตังค์บ้าง (นี่อา--ร้าย มีแต่รูปตัวเองกับเพื่อน ๆ แล้วก็บทสวดมนต์)
---ทำไมไม่ส่ง sms หวาน ๆ มาบ้าง (ที่ฉันบอกว่า "เน่า" ฉันแกล้งพูดเพราะ"เขิน" แต่ความจริงฉันรู้ใจตัวเองว่า "ชอบเน่า ๆ" ---แต่ อ๊ะ อ๊ะ ต้องเฉพาะจาก"เธอ" only you
---จะมาตามฉันทำม่าย ขอเวลาอยู่กะเพื่อนบ้างซิ (แต่เวลาฉันอยู่กะเพื่อน ---จำไว้ "ต้องคิดถึงฉันมากมาก" แต่อย่าตาม ฉันอยากสนุกแบบมีคนคิดถึง)


แค่เรื่องที่เขียนมานี่ คุณกะเค้าก็ทะเลาะกันได้ไม่มีวันจบวันสิ้นแล้ว
คุณอาจทะเลาะกันถึงกับใช้คำรุนแรง แล้วก็มีน้ำตา
เค้าก็เช่นกัน
แต่คุณเห็นมั้ยว่าเค้ายังง้อคุณอยู่ ยังเห็นคุณเป็นคนสำคัญ ไม่ใส่ใจกับอารมณ์โกรธ อารมณ์งอนที่รุนแรงของคุณ รู้มั้ยค่ะว่า "ทำไม"
คำเดียวเลยค่ะ-------- คุณทายถูก-------- "รัก" ค่ะ เค้ารู้ดีว่าถึงยังไงก็ตาม ถึงคุณจะเป็นยังไง เค้าก็รัก แล้วก็มีความสุขที่จะได้"รัก"กับคุณ
สิ่งนึงที่ฉันหวังว่าคุณจะได้เรียนรู้ ก่อนที่คุณอาจเสียคนที่เค้า "รัก" คุณจาก"ใจ" ไป เหมือนที่หลายคนสูญเสียคนที่รักไป โดยไม่รู้ตัว กว่าจะมาคิดได้ เราก็สูญเสียเค้าไปแล้ว
ทำไมฉันถึงพูดอย่างงี้ค่ะ ฉันเคยมองเห็นคนรอบข้าง ที่เค้ามี"หน้าที่" ที่ต้องปฏิบัติต่อกัน เช่น
"ไปตามง้อตามหน้าที่ของแฟน"
"ไปรับไปส่งตามหน้าที่ที่แฟนต้องทำ"

--- ฉันว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็น "หน้าที่" ไม่ใช่สิ่งที่ทำออกมาจาก"ใจ" --- สิ่งที่เราทำเพราะ"หน้าที่" กับ ทำเพราะ "ใจ" มันแตกต่างกันนะคุณ
คุณคงไม่อยากได้ใครคนนี้มาปฏิบัติหน้าที่อย่าง"ไร้หัวใจ"ให้คุณใช่มั้ยค่ะ
ก่อนที่คุณจะเสียใครคนนึงไป คุณลองให้ "การทะเลาะ" และ "ความไม่เข้าใจกัน" เปลี่ยนมาเป็น "การปรับตัวเข้าหากัน" ซิคะ
คุณอาจจะมีโลกสีชมพูกับเค้าต่อไปอีกนานแสนนาน เพียงแค่คุณ "มั่นใจ" และ "เข้าใจ" คนที่คุณรัก
คุณลองเปิดอกคุยกัน ถึงเรื่องที่คุณมีปัญหา คุณคิดมาก ---คนที่เค้ารักคุณจริง ๆ เค้าต้องรับฟัง ห่วงใยคุณ และหาทางแก้ปัญหา อย่างน้อยก็โดยการอธิบายให้คุณฟังว่า "เค้ามีเหตุผลอะไรที่ทำอย่างงั้น"
คุณลองชั่งใจดูว่า คุณรักเค้าพอจะปรับตัวหรือให้ความเข้าใจเค้าบ้างได้ไหม ถ้ามันไม่เหนือบ่ากว่าแรงของคุณ

วาเลนไทน์ปีนี้ นอกจากดอกกุหลาบหรือของขวัญที่คุณซื้อให้กันแล้ว --- ยังมีของขวัญชิ้นนึงที่คุณให้กับคนที่คุณรักได้ คือ การให้อภัยคนที่คุณรัก อภัยที่เค้าไม่อาจเป็นไปตามสิ่งที่คุณคาดหวังได้ทั้งหมด เพียงแค่ขอให้เค้าได้แสดงความแคร์ หรือ ความ"พยายาม" ที่จะเปลี่ยนแปลง "ตัวเขาเอง" เพื่อคุณแล้ว ---- คุณว่า "แค่นี้"เพียงพอจะแสดงความรักที่เค้ามีต่อคุณได้หรือยังค่ะ

และเมื่อคุณสองคนไปไกลกว่านี้ เค้าและคุณแก่ตัวกันไปทั้งคู่ (แก่แดด คิดอะไรเกินไป--- แต่ขอคิดหน่อยนะ สุขใจที่ได้คิด) คุณก็จะรู้สึกถึงสิ่งที่คุณได้ "ร่วมสร้างและประคับประคอง" กันมาด้วยตัวคุณสองคนเอง สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ความรัก"--ไงหล่ะคะ

ถึงตอนนั้นคุณจะรู้ว่า ความรักมีชีวิตจริง ๆ มันเกิด และเติบโต กลายเป็นผูกพันในจิตใจที่ละเอียดอ่อนของคุณ คุณมีใครสักคนที่คุณรู้สึกมีความสุขที่ได้ผูกพันกับคนคนนั้นด้วยความ "รัก" "ผูกพัน" "มั่นใจ" และ"เข้าใจ"

วาเลนไทน์นี้ ขอให้เป็นวาเลนไทน์ที่ดีที่สุดปีหนึ่งในชีวิตของคุณนะคะ ...


 
 



* 1.อารมณ์หึงเกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิง แต่อารมณ์หึงของผู้หญิงจะซับซ้อนกว่าผู้ชาย

2. ผู้ชายร้อยละ 90 ชอบผู้หญิงสวย น่ารัก แต่ผู้ชายร้อยละ 100 อยากอยู่กับผู้หญิงฉลาดและเฉลียว

3. คนที่มีแฟนขี้หึงขั้นรุนแรง มีเพียง 0.000001 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ชอบ นอกนั้นรู้สึกว่าอึดอัด ผู้ชายทั้ง หลายควรจะดีใจที่มีแฟนขี้หึงซะ

4.ไม่เคยมีคู่ไหนไม่ต้องใช้ความอดทนในการรัก เพียงแต่จะเป็นการอดทนในรูปแบบไหนเท่านั้นเอง

5. คนที่มีกิ๊กนอกเหนือจากแฟนตัวจริง คือคนที่ไม่ศรัทธาในความรัก

6. อย่ากลัวการอกหัก เพราะไม่เคยมีใครตายจากโรคอกหัก มีแต่ความอ่อนแอเท่านั้นที่ทำให้ฆ่าตัวตาย

* 7. ความรักมักไม่เกิดตอนที่เฝ้ารอ แต่เมื่อปล่อยตัวตามสบาย ความรักมักจะมาทำเซอร์ไพรส์ให้หัวใจ

8. ถึงจะไว้ใจเพื่อนแค่ไหน ก็อย่าให้เพื่อนกับแฟนของเราสนิทกันเกินไปเพราะหายนะอาจตามมา

9.ถ้า เรารู้สึกอายเวลาเดินเคียงข้างแฟนที่ขี้เหร่ นั่นหมายความว่าเราไม่ได้รักเค้าจริง


* 10.อย่าบ่นให้ใครฟังว่าแฟนไม่เคยทำตัวดีขึ้นเลย เพราะจะโดนย้อนว่า ' แล้วจะโง่ทนคบอยู่ทำไม'

11. ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนที่ขี้หึงขั้นรุนแรง อย่าได้เลือกคบผู้ชายที่หน้าตาและมนุษยสัมพันธ์ดีเด็ดขาด

12. การที่ผู้ชายมองผู้หญิงสวย เซ็กซี่ จนเหลียวหลัง ไม่ได้หมายความว่าเข้าต้องการแฟนที่เป็นแบบนั้น

13. ผู้ชายที่ไว้ใจได้ว่าไม่นอกใจแฟนหรือภรรยา มีเพียงแต่ผู้ชายที่อยู่ในโลงเท่านั้น ควรจำให้ขึ้นใจ

14. พยายามทำตัวให้ดีและมีคุณค่ามากกว่าผู้หญิงที่แย่งแฟนเราไป แล้วซักวันแฟนเราจะกลับมาเอง

15. อย่าคบกับผู้ชายที่เอาเรื่องแฟนเก่ามาพูดเสียๆ หายๆ เพราะเราอาจจะเป็นรายต่อไป

16. ผู้ชายที่รักสัตว์ รักเสียงเพลง รักครอบครัว น่าคบมากกว่าผู้ชายที่รักตัวเองซะอีก

17. อายุที่มากขึ้นอาจทำให้ต้องลดสเปกชายในฝันลง แต่ข้อที่ไม่ควรลดเด็ดขาดคือ ความดีและความจริงใจ

18. ผู้ชายที่เกาะชายกระโปรงผู้หญิงกิน ดูน่ารังเกียจกว่าผู้หญิงที่ชอบปอกลอกผู้ชายหลายเท่า

19. มนุษย์ผู้ชายมีน้อยกว่ามนุษย์ผู้หญิง ผู้ชายที่ดีและเป็นโสดก็มีน้อยกว่าผู้ชายที่***และมีเจ้าของด้วย

20.อย่ารักผู้ชายที่ทั้งขี้เหร่ ขี้เกียจและขี้เมา เพราะเราจะต้องรู้สึกตกนรกไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน


21.คู่รักที่เดินกอดจูบกันต่อหน้า ชุมชน มีแต่ฝ่ายหญิงเท่านั้นที่จะถูกประณามและดูถูกอย่างรุนแรง

22. เซ็กส์ไม่สามารถผูกมัดให้คู่รักอยู่ด้วยกันไปตลอด ความผูกพันต่างหากที่จะดึงรั้งกันไว้ได้


รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com










* 23. อายุไม่ใช่อุปสรรคของความรัก ถ้าความคิดหัวใจตรงกัน ความมั่นคงก็เกิดขึ้นได้

24.ในชีวิตจริงของความรัก เราอาจไม่ใช่นางเอกที่แสนดี บางทีต้องมีการใช้ ไหวพริบในการแย่งชิงบ้าง

25.คนสวยหรือคนหล่อสามรถอกหักได้เหมือนกัน ถ้าทำตัวไม่ดีหรือมีเวลาให้กับความรักไม่พอ

* 26. ถึงจะได้ยินว่ามีรักที่ไหนมีทุกที่นั่น แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกที่จะมีความรักมากกว่าจะอยู่เป็นโสด

27. เรื่องที่แฟนไม่ยอมเล่าให้ฟังตั้งแต่แรก มักเป็นเรื่องที่เรารู้เมื่อไหร่ก็ต้องควันออกหูอยู่ดี

28.ถ้าชื่นชมในตัวแฟน 100 เปอร์เซ็นต์ ควรบอกเค้าแค่ 70 เปอร์เซ็นต์

* 29 .ถึงผู้ชายจะบอกว่าไม่ชอบผู้หญิงแต่งหน้า แต่ผู้ชายก็ไม่ชอบคนที่หน้ามันหรือซีดตลอด

30.ผู้ชายชอบติรูปร่างของแฟนหรือคนโน้นคนนี้ โดยลืมดูรูปร่างตัวเองว่าแย่ขนาดไหน


31. คนต่างชาติต่างภาษาสามารถรักกันได้ เพราะภาษาหัวใจเป็นภาษาสากลที่ไม่ต้องการคำแปล

32. ผู้ชายต้องใช้สมองและทักษะมากขึ้นในช่วงที่มีความรัก เพราะผู้หญิงมักปากไม่ตรงกับใจ

33.ผู้ชายชอบเป็นฝ่ายไล่ล่า มากกว่าจะเป็นฝ่ายถูกล่า ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่จะพยายามหนีเมื่อถูกตามตื้อ

34.ผู้หญิงอาจไม่ได้เรียกร้องอะไรมากขึ้น แต่เป็นเพราะผู้ชายไม่สามารถทำดีได้เสมอต้นเสมอปลาย

35. รักแรกพบสามารถเกิดได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเกิดจากการใกล้ชิด และการเรียนรู้กันอย่างลึกซึ้ง

* 36. คนที่เรารักกับคนที่รักเรา อาจไม่ใช่คนเดียวกัน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าคนเราบังคับหัวใจกันไม่ได้จริงๆ

37. ทุกคนจะเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเมื่อได้มีความรักและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นอีก หลังจากอกหัก

38. มือที่สามสามารถเดินเข้ามาในชีวิตเราได้ตลอดเวลา ในความไว้ใจจึงควรมีความระวังอยู่ด้วย

39.อย่ารีบมีแฟนหลัง จากอกหัก เพราะเราจะแยกแยะไม่ออกว่านั่นเป็นรักหรือการฆ่าเวลา

40. คนที่รักกันไม่จำเป็นต้องเดินจับมือหรือคุยกันตลอดทางแค่รู้สึกว่ามีกันและ กันก็เพียงพอ


เวลาคนอกหัก มักได้ยินประโยคให้กำลังใจจากคนรอบข้างว่า “ให้กลับมารักตัวเอง รักตัวเองให้เป็นนะ”
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า เราทุกข์เพราะรักคนอื่น แต่หญิงก็ยังนั่งยันนอนยันอยู่ดีนะว่า เราไม่ได้ทุกข์เพราะรักคนอื่น
"ฝ่ายที่สุดโต่งจะมองได้แค่ซ้ายกับขวา"
ถ้ารักตัวเอง ต้องไม่สนใจคนอื่น ถ้ารักคนอื่นก็ไม่ต้องสนใจตัวเอง
การรักตัวเองไม่ได้หมายความว่าเห็นแก่ตัวนะ คนที่เห็นแก่ตัวไม่ได้เรียกว่ารักตัวเอง
การรักคนอื่นอย่างเดียว โดยไม่สนใจตัวเองเลย ก็ไม่ได้เรียกว่ารักตนเองอีก
"เราเข้าใจผิดเรื่องความสุข"
พอเราเข้าใจคำว่า สุข คือการได้มา
รักตัวเอง ก็คือให้ตัวเองได้มาก ๆ เราก็เลยคิดว่า มันคือการเห็นแก่ตัว
ต้องรักคนอื่นจึงจะเรียกว่าไม่เห็นแก่ตัว กลายเป็นว่าเราต้องให้คนอื่นอย่างเดียว?
แล้วคำว่า ตรงกลาง ระหว่างรักตนเองกับรักคนอื่น คือ ตัวเองต้องได้ครึ่ง อีกฝ่ายต้องได้ครึ่ง หรือ ? จะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์วัด วัดที่มูลค่าเงินกับของที่เสียไป หรือจะวัดจากมูลค่าทางใจที่จับต้องไม่ได้ ถ้าแต่ละคนมีความอยากไม่เท่ากัน คนหนึ่งอยากได้มาก ได้แล้วยังรู้สึกขาดตลอด กับอีกคนไม่ได้มีความอยากได้มาก ได้น้อยก็ไม่รู้ขาด วัดด้วยเครื่องชั่งที่เข็มเริ่มต้นจากจุดเริ่มต่างกัน อันหนึ่งเริ่มจากติดลบ อันหนึ่งเริ่มจากบวก จะเรียกว่าบาลานซ์ได้หรือ?

ความสุขแบบที่คนส่วนใหญ่เข้าใจคือ การได้อะไรสักอย่างที่น่ายินดีเท่านั้น ความรักของเราจึงมีแต่ให้กับได้ ให้ดอกไม้ ให้แหวน ได้สิ่งของ ได้เวลา ได้คำพูดหวาน ๆ มีสิ่งภายนอกเป็นที่มาของความสุข
ความรักจึงมักจะเป็นไปในรูปแบบการแลกเปลี่ยน
สลับกันได้ มากกว่าความรู้สึกที่ร่วมกันแชร์
ผลัดกันยอม มากกว่าร่วมเต็มใจกันให้
ทำให้เกิดความรู้สึก ฉันยอมเธออยู่ฝ่ายเดียว ฉันยอมเธอมามากแล้วนะ 
สุขเมื่อได้ จึงทุกข์เมื่อสูญเสีย หรือไม่ได้รับ

ถ้าคนเรามีความรักเพื่อจะมีความสุข หวังพึ่งสุขจากสิ่งภายนอก แปลว่าพึ่งตัวเองไม่ได้ จะแปลว่ารักตัวเองได้อย่างไร?
ถ้ามีใครตอบสวนกลับมาว่า แล้วถ้าพึ่งตัวเองได้จะมีแฟนไปเพื่ออะไร
หญิงก็คงจะตอบว่า นั่นสิ แล้วจะมีแฟนไปเพื่ออะไร ถ้าก่อนจะมีแฟนเรามีชีวิตอยู่ได้ แต่พอมีแล้วไม่มีกลายเป็นอยู่ไมได้ ทุกข์ปางจะตาย?
ก่อนการมีนี่ ไม่มีอะไร แต่พอมีแล้วก็ยึด ไม่อยากให้สิ่งนั้นสูญหายไป

ในทางพุทธ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงว่า ทุกสิ่งบนโลกนี้ตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะช้าหรือเร็ว จะต้องแปรเปลี่ยน คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ไม่สามารถควบคุมให้อยู่ในอำนาจตน
ความสุขอย่างพุทธจึงไม่ใช่การได้อะไรมา แต่...
"ความสุขอย่างพุทธคือการเข้าใจเหตุแห่งทุกข์ แล้วละเหตุแห่งทุกข์เสีย"
"ไม่ได้อะไรมา จึงไม่เสียอะไรไป" เพราะเห็นตามจริงแล้วว่า ได้อะไรมาก็ต้องสูญเสียไปทั้งหมด สิ่งทั้งหลายที่มี ก็มีไว้ใช้ และเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาจิตใจให้เข้าถึงความสุขจากความจริง
เหตุแห่งทุกข์ คือ "ความไม่รู้" สำคัญผิดว่า "มีเราได้อะไรมาจริง ๆ "
ทั้งที่...ตายไปก็คืนโลก เอาอะไรไปไม่ได้ ที่คิดว่าเอาไปได้ก็แค่ความหลงยึดเท่านั้น
ดังนั้น ต้องใช้ปัญญาจริง ๆ ว่าอะไรที่เป็นสุขแท้ ไม่ใช่สุขแล้วเป็นเหตุแห่งทุกข์ 

หญิงเห็นปัญหาของหลายคนคือไม่รู้ว่ามีแฟนไปเพื่ออะไร อาจจะเข้าใจว่ามีแฟนแล้วมีความสุข พอไม่เป็นดังหวังก็เลยเรียกร้อง ตัวเองเป็นทุกข์ แล้วก็ทำให้คนอื่นเป็นทุกข์
ถ้าใจเรารักตัวเองเป็น ใจเราเต็มแล้ว ความรักก็ไม่ใช่การเรียกร้อง ไม่ได้มีเพื่อมาเติมส่วนที่ขาด (ให้ขาดแล้วอยู่ไม่ได้) แต่เป็นการอยู่ร่วมกันเพราะอยู่คนเดียวก็ได้ แต่อยู่ร่วมกันมันดีกว่า
ถ้าใจเรายังไม่เต็มร้อยสมบูรณ์ อย่างน้อย มีแฟนที่มีเป้าหมายเดียวกันว่าจะเติบโตทางจิตใจด้วยกัน ไม่ได้เพื่อเอาอย่างเดียว ก็น่าจะทำได้
แต่..ถ้ารักนั้นแค่ทำให้เราเป็นคนดีขึ้น แล้วยังพึ่งตนเองไม่ได้ แปลว่ายังดีไม่พอนะ
เพราะถ้าไม่มีอีกคนแล้วเราเป็นทุกข์ มันคงไม่ใช่รักแท้ที่สอนให้รู้จักรัก
ถ้ารักเป็นแล้ว ต้องรู้จักรักโดยไม่ทุกข์
คนรักเป็นที่พึ่งให้เราตลอดไปไม่ได้ 24 ชั่วโมง เพราะมีแต่เราที่อยู่กับตัวเราเองตลอดเวลา
แทนที่จะหวังว่าคนรักจะเป็นที่พึ่ง ให้มีความเห็นถูกเป็นที่พึ่งดีกว่า

คนที่รักตัวเองเป็นคือคนที่สามารถมีความสุข เพราะละเหตุแห่งทุกข์ได้ด้วยตนเอง ตอนมีสุขไม่เป็นปัญหาหรอก แต่ตอนมีทุกข์นี่ ถ้าเราจัดการตัวเองไม่ได้ เราก็มักจะสร้างปัญหา (เช่น ให้คนอื่นรับผิดชอบหน้าที่ คนรักมีหน้าที่ทำให้เราหายทุกข์ ถ้าเราอยากได้เวลา เขาต้องให้ ถ้าเขาไม่ให้ ทำให้เราทุกข์ แปลว่าเขาผิด !?! อ้าว)
ที่จริง ความทุกข์ของทุกคนมีเหตุอยู่ที่ตนเอง ไม่มีใครสามารถทุกข์แทนใครให้อีกฝ่ายหายทุกข์ได้ ถ้าเรายังไม่เข้าใจตัวเอง เราจะสามารถผลิตเหตุแห่งทุกข์ขึ้นมาทำร้ายตัวเองได้เสมอ
เหตุแห่งทุกข์ของเราเกิดจากกิเลส กิเลสมากทุกข์มาก กิเลสน้อยทุกข์น้อย
มีความโลภ ความโกรธ ความหลงมาก ทุกข์มาก
มีความโลภ ความโกรธ ความหลงน้อย ทุกข์น้อย
เราตั้งใจขัดเกลาตัวเอง ไม่ปล่อยให้กิเลสมาบงการเรา ก็คือการรักตัวเอง

เห็นตามจริงว่าทุกอย่างแม้แต่กายใจ ความรู้สึก นึกคิด ของเราก็ยังต้องเสื่อม แปรเปลี่ยน ภาวนาจนจิตเห็นตามจริง เพื่อปล่อยวาง ไม่ต้องแบกทุกข์ เพราะไม่มีใครสั่ง อันนี้คือการรักตนเอง

ความรักของบางคนบอกว่า....
ถ้ารักแล้วต้องมีเวลาให้(เท่าที่ฉันต้องการ หรือไม่ต้องมาก แต่ห้ามน้อย <= วัดจากเกณฑ์อะไรสักอย่างที่ฉันกำหนดขึ้นเอง)
ถ้ารักแล้วฉันงอนเธอต้องง้อ (คือบางทีเธออาจจะไม่ผิด แต่ฉันงอน เธอก็ควรจะง้อ)
ถ้ารักแล้วต้องคิดถึงกันตลอดเวลา (แม้แต่เวลาเครียดเรื่องงาน หิวข้าว ปวดท้องอึ)
ถ้า... ถ้า... ถ้า... ฯลฯ
ยิ่ง check list เยอะเท่าไหร่ คือมีเงื่อนไขมากเท่าไหร่ จะยิ่งมีความสุขได้ยากขึ้นเท่านั้น กว่าความรักจะผ่านมาตรฐานเทียบเท่า ISO คงต้องใช้เวลานาน 
ความสุขจากการได้แล้วต้องได้อีก เทียบไม่ได้เลยกับความสุขที่เป็นอิสระจากการไม่ยึดถืออะไร ไม่ต้องตั้งเงื่อนไขที่จะลิมิตความสุขตัวเอง
ประโยคที่ว่า เราสามารถรักคนอื่นได้อย่างไม่มีเงื่อนไข  มันก็มาจากการที่เราไม่ตั้งเงื่อนไขกับสุขทุกข์ของตัวเองด้วยอัตตา ความเชื่อที่สร้างขึ้นมาเองเสียก่อน
เมื่อเราสามารถมีความสุขได้โดยปราศจากเงื่อนไข ไม่มีใครเป็นผู้แบกทุกข์ นั่นแหละ เราจึงจะสามารถรักคนอื่นได้อย่างไม่ทุกข์ และไม่เป็นเหตุแห่งทุกข์ให้ใคร กับทั้งสามารถแชร์วิธีรู้จักรักให้กับคนรักหรือใคร ๆ
จะมีคนรักก็ได้ ไม่มีก็ได้ แต่ถ้ามีก็รู้ว่าไม่ได้มีไปเพื่อเติมใจที่ขาด รักกันเพื่อทุกข์ แต่รักกันเพื่อประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตทางด้านปัญญาที่สูงขึ้น หรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ได้รักกันเพื่อมีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ เพื่อสุขชั่วคราว แล้วรอวันตายจากกัน 

นพดล วงค์คูณ

VEdmoa4/s1600/kasamaporn-up.jpg" />

ปฏิทิน

Popular Posts

Recent Posts

Unordered List

Text Widget